5 องค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์

องค์ประกอบเว็บไซต์ (Web Elements) เป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อเว็บไซต์ในการที่จะประสบผลสำเร็จ ตามที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ ดังนั้น การพัฒนาเว็บไซต์ที่ดี นอกจากรูปลักษณ์ที่สวยงามแล้ว การจัดองค์ประกอบต่างๆ ภายในก็สำคัญเช่นกัน แล้วโดยทั่วไปแล้ว องค์ประกอบของเว็บไซต์ มันประกอบด้วยอะไรบ้างล่ะ เพราะฉนั้น บทความนี้จะพาไปดูว่า องค์ประกอบที่เว็บไซต์ ควรมีอะไรบ้าง

1. Domain Name 

ชื่อโดเมน (Domain Name) คือ ชื่อและที่อยู่ของเว็บไซต์ในการเรียกข้อมูลเว็บไซต์มาแสดงผล เช่น www.yourcompany.com เป็นต้น ปัจจุบัน มักจดชื่อ domain name ให้เป็นชื่อที่สื่อถึงสินค้าหรือบริการ หรือ เป็นชื่อองค์กร และอาศัยการทำประชาสัมพันธ์ผ่าน Search Engine และ Web Directory การเลือกใช้ ชื่อเว็บไซต์ที่เหมาะสมก็มีส่วนในการทำให้เว็บไซต์ของคุณประสบความสำเร็จเช่นกัน 

2. Design & Web development

 การออกแบบเว็บไซต์ (Web development)ไม่ว่าจะเป็นเว็บแอปพลิเคชั่น หรือ เว็บไซต์ที่ทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลของ องค์กร หรือ บริษัท ให้แก่ ผู้เยี่ยมชมได้อย่างสะดวก และ ด้วยการออกแบบที่ดี จะทำให้เว็บไซต์สามารถสื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์ของ องค์กร หรือ บริษัท และจะนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือให้เกิดแก่ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ แต่ก็มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ ออกแบบเว็บไซต์ ว่าเว็บไซต์ที่มีการออกแบบดีมีความสวยงาม และ มีการนำเสนอที่น่าสนใจ จะเป็นเว็บไซต์ที่สามารถดึงดูด และเพิ่มปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มปริมาณของผู้เข้าเยี่ยมชมนั้น เป็นหน้าที่หลักของการทำประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ แต่ถึงกระนั้นการออกแบบและจัดทำเว็บไซต์ ก็เป็นองค์ประกอบเว็บไซต์ที่ขาดไม่ได้เลย

3. Content 

องค์ประกอบเว็บไซต์

เนื้อหาของเว็บไซต์ ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะ คือสิ่งที่ผู้เยี่ยมชมค้นหา โดยปกติ แล้วเราสามารถใส่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือ บริการขององค์กรได้โดยละเอียด อีกทั้งต้องนำเสนออย่าง ชัดเจน เช่น หากธุรกิจของเรา ขาย โทรศัพท์ หรือ คอมพิวเตอร์  เว็บไซต์ของเราก็ควร มีรูปภาพของสินค้าที่ถ่ายให้เห็นหลายมุมมอง และที่ขาดไม่ได้ก็คือข้อมูล สเปคเครื่อง ช เป็นต้น จึงจะทำให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ประโยชน์จากการเข้าชม เว็บไซต์อย่างแท้จริง อันนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจในอนาคตได้ 

4. Hosting 

พื้นที่จัดวาง และ ติดตั้งเว็บไซต์ เป็นองค์ประกอบเว็บไซต์ที่สำคัญมากไม่น้อยกว่าเนื้อหาของ เว็บไซต์ เพราะ การเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่ดี มีการซัพพอร์ตลูกค้าที่ดี และ รวดเร็ว เซิร์ฟเวอร์มีความ เสถียรภาพสูง สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเซิร์ฟเวอร์ได้ตลอดเวลา คือหัวใจสำคัญในการเลือกผู้ให้บริการ เพราะ จะส่งผลให้ธุรกิจของลูกค้ามีความต่อเนื่องในการทำงานอยู่เสมอ 

สำหรัปการเลือก web hosting นั้น เราจะคำนึงถึง เรื่องความเหมาะสมของการใช้งา ดังนั้น เราจะต้องพิจารณาก่อนว่า เว็บที่นำไปฝากอยู่ในระดับใด รวมไปถึง เราต้องพิจารณาด้วยว่าพื้นที่ในการใช้มีความเหมาะสมหรือไม่ โดยเราสามารแบ่งประเภทของ web hosting ได้ ดังนี้

4.1. Shared Hosting 

Shared Hosting  เป็น Web Hosting ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งการใช้บริการ Shared Hosting นี้ จะเป็นเว็บโฮสติ้งที่เก็บหลาย ๆ เว็บไซต์ไว้ในเครื่องเดียวกั ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำเว็บไซต์ส่วนตัว หรือ เป็นเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีผู้เข้าชมเป็นหลักแสนหลักล้าน อีกทั้ง Shared Hosting ยังเป็นบริการ Web Hosting ที่มีราคาไม่แรงนัก ฉะนั้น Shared Hosting จึงเป็นตัวเลือกที่มีความสมเหตุสมผลมากที่สุด

4.2. VPS Hosting 

VPS Hosting เป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า Virtual Private Server สำหรับ Web Hosting ประเภทนี้ ยังคงเป็นเว็บโฮสติ้งที่เก็บหลาย ๆ เว็บไซต์เอาไว้ แต่ แตกต่างตรงที่ VPS Hosting จะมีการใช้ ซอฟแวร์ (software) เพื่อป้องกันไม่ให้เว็บไซต์อื่น ๆ เข้ามาแย่งทรัพยากรต่าง ๆ จากเว็บไซต์ของเราไปได้ ในขณะเดียวกัน Shared Hosting มีการใช้ CPU หรือ bandwidth มากเกินไป ก็จะส่งผลทำให้เว็บของคุณโหลดช้า ส่วนในเรื่องราคาแน่นอนเลยว่าสูงกว่าประเภทแรกค่ะ

4.3. edicated Server 

Dedicated Server เป็นเว็บโฮสติ้งที่เหมาะสำหรับการสร้างเว็บไซต์ส่วนตัว ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าต่าง ๆ ของเว็บไซต์ให้มีความเหมาะสมกับเว็บไซต์ของเราได้ ซึ่ง Dedicated Server จะเหมาะสำหรับใช้กับองค์กรขนาดกลาง ไปจนถึง องค์กรขนาดใหญ่ ที่ต้องการสร้างความเสถียร ความปลอดภัย ความรวดเร็ว และ เนื่องจากโฮสติ้งประเภทนี้มีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นฮสติ้งประเภทนี้จึงจำเป็นต้องมี technician เข้าดูแลในเรื่องนี้

4.4. Reseller Hosting

Reseller Hosting เป็น เว็บโฮสติ้งที่เหมาะสำหรับ ผู้พัฒนาเว็บไซต์ที่ ได้รับการว่าจ้างให้ทำเว็บไซต์ เพื่อต้องการแบ่งพื้นที่ให้กับลูกค้าตัวเอง หรือ สามารถที่จะขายเว็บไซต์ต่อในนามของตัวเองได้ ฉะนั้น จึงเหมาะกับคนที่ต้องการดูแลหลาย ๆ เว็บไซต์ แต่อาศัยการควบคุมผ่านแค่ระบบเดียว

5. Promotion 

Promotion  คือ การทำประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เป็น องค์ประกอบเว็บไซต์ ที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเราได้ จัดทำเว็บไซต์เสร็จแล้ว จะต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยอาศัยวิธีการต่างผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต เช่น Search Engine Submission, Registration Web Directory, Mailing List, Banner Link Exchange เหล่านี้ เป็นต้น นอกเหนือจากนี้อาจใช้ ชื่อโดเมน ในการ ประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ผ่านสื่ออื่นๆ เช่น ในนามบัตร ใบปลิว หรือโบรชัวร์ของบริษัท เป็นต้น

เสิร์ชเอนจิน (Search Engine) คืออะไร? มีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง

ในอดีต เวลาจะค้นหาข้อมูลอะไรสักอย่างก็ต้องเดินทางไปห้องสมุด และบางครั้งกว่าจะเจอข้อมูลที่ตรงกับที่ต้องการก็ใช้เวลานาน เพราะต้องใช้เวลาหาหนังสือและข้อมูลในหนังสือ แต่ปัจจุบันการค้นหาข้อมูลนั้นง่ายเพียงพิมพ์สิ่งที่ต้องการลงบน Google แล้วเพียงไม่กี่วินาที สิ่งที่ต้องการก็จะถูกรวบรวมมาให้คุณ ซึ่งหลายคนที่รู้จัก Google ก็อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Search Engine คือ อะไร? มีหลักการทำงานอย่างไร นอกจาก Google จะมีแหล่งค้นหาข้อมูลจากที่ไหนอีกบ้าง มาหาคำตอบกัน เสิร์ชเอนจิน (Search Engine) คือ Search Engine (เสิร์ชเอ็นจิน) คือ โปรแกรมสำหรับค้นหาข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ต โดยจะแสดงผลลัพธ์เป็นเว็บไซต์ รูปภาพ วิดีโอ แผนที่ Search Engine ถูกออกแบบมาสำหรับใช้ค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือค้นหาโดยเฉพาะจะเรียกว่า Web Search Engine ซึ่งผู้ใช้งานจะกรอก ‘คำสำคัญ’ หรือ Keyword (คีย์เวิร์ด) เพื่อหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หลักการทำงานของ เสิร์ชเอนจิน (Search Engine) 1. Crawling: การเก็บ รวบรวมข้อมูล อินเทอร์เน็ตเป็นโครงข่ายข้อมูลขนาดมหึมาที่เชื่อมโยงติดต่อกันอย่างทั่วถึง … Read more

E-A-T หลักเกณฑ์ของ Google search ที่คนทำ SEO ต้องรู้

SEO จะเป็นเรื่องของการทำเนื้อหา หรือคอนเทนต์ เพื่อให้เว็บไซต์มีคุณภาพและติดอันดับการค้นหาบน Google search ซึ่งการเขียนคอนเทนต์ยังไม่มีหลักหรือกฎตายตัวในการเขียนว่าจะต้องมีความยาวเท่าใด ต้องมีรูปภาพเยอะ ๆ หรือต้องทำไปในทิศทางไหน แต่อาจจะมีทริกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะสามารถช่วยให้เว็บไซต์มีคุณภาพและติดอันดับการค้นหาได้ ซึ่งก็คือ หลัก E-A-T นั่นเอง ในบทความนี้จะมาอธิบายความหมายแลพความสำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ E-A-T ของการทำ SEO ที่ดี E-A-T คืออะไร E-A-T คือ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณภาพของเว็บไซต์ที่อัลกอริทึมของ Google search นำมาใช้ในการพิจารณาคุณภาพของเว็บไซต์ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้มีผลทำให้ลำดับค้นหาใน Google นั่นหมายความว่าหากเว็บไซต์ของเราใช้หลัก E-A-T ในการทำเนื้อหาหรือสร้างคอนเทนต์จะส่งผลให้เว็บไซต์มีการติดอันดับที่สูงขึ้นได้ E = Expertise เป็นหลักเกณฑ์ที่ว่าด้วยเรื่อง ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ หรือความรู้และทักษะเฉพาะในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนต้องมีความชำนาญหรือเชี่ยวชาญในบทความที่ตนเองเขียนหรือสิ่งที่ต้องการนำเสนอ เกณฑ์นี้จะช่วยทำให้ Google มองเห็นว่า เว็บไซต์ไหนมีความเชี่ยวชาญจริง และควรถูกจัดอันดับใน Ranking ที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ https://browsewaresolution.com … Read more

กลยุทธ์การทำ On-Page SEO เพื่ออันดับของเว็บไซต์

On-Page SEO เป็นหนึ่งในปัจจัยในการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าผลการค้นหาของ Google Search Engine และการปรับปรุง On Page เป็นเรื่องที่ต้องลงรายละเอียดกันเยอะพอสมควร ดังนั้น วันนี้จึงอยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักเกี่ยวกับ On Page SEO คืออะไร มีอะไรบ้างที่ต้องทำ แบบจับมือปรับแต่ง Contents ในรูปแบบ Step By Step ฉบับเข้าใจง่ายๆ สามารถทำได้ด้วยตนเอง On page SEO คืออะไร On Page คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักเกณฑ์E-A-T เพื่อปรับปรุงอันดับให้อยู่ในอันดับที่ดีที่สุด ของ Google และมีปริมาณการผู้เข้าใช้เว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น On Page SEO เป็นปัจจัยที่คุณสามารถควบคุมได้เอง ดังนั้นจึงต้องปรับแต่งให้ดี โดยปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ หัวข้อ, Meta Description, Internal Link, External Link เป็นต้น และ … Read more

Backlink คืออะไร เรียนรู้วิธีการสร้าง Backlink ให้เว็บไซต์

ปัจจัยอย่างหนึ่งในการทำ SEO เลยก็คือการทำ Backlink เพราะการมีBacklink เชื่อมโยงมาที่เว็บไซต์ของเรา มันจะส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ดังนั้น เพื่อให้เราสามารถ สร้างเว็บไซต์ติดหน้าแรกได้ ก่อนอื่นควรเข้าใจพื้นฐานและความสำคัญของBacklink ก่อน  Backlink คืออะไร Backlink คือ การที่มีเว็บไซต์อื่นทำลิงก์เข้ามาหาเว็บไซต์ของเรา หรือเว็บไซต์ของเราทำลิงก์ออกไปหาเว็บอื่นด้วย ซึ่งสิ่งที่ Google สนใจในการจัดอันดับ SEO ก็คือการที่เว็บไซต์มีการลิงก์ เข้ามาหาที่เว็บไซต์นั้นๆ นั่นแปลว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพ ทั้งในแง่ของ เนื้อหา คอนเทนต์ ความน่าเชื่อถือ อ้างอิง Source หรืออื่นๆ เมื่อมีความน่าเชื่อถือ การจัดอันดับของ Google มากขึ้นไปด้วย การติดอันดับก็จะง่ายขึ้นและอยู่ได้นานในหน้าแรกๆได้  ลักษณะของ Backlink ที่ดี ลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์สามารถดูได้จากชื่อเสียงของเว็บไซต์ ข้อมูลที่เขียนมาอย่างดี และออกแบบหน้าเว็บไว้อย่างสวยงาม รวมทั้งปริมาณผู้เข้ามาใช้งาน (Traffic) แสดงว่าเป็น Backlinkที่เชื่อถือได้ เพราะว่าถ้าเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ และน่าเชื้อถือมีลิงก์ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา Google ก็มองว่าเว็บไซต์เราน่าเชื่อถือมากขึ้นไปด้วย ลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน ลิงก์ที่ดีควรมาจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาโดยรวมสัมพันธ์กับเว็บไซต์เรา … Read more