แนวทางการหา Keyword เพื่อทำ SEO ให้เว็บติดอันดับได้เร็วขึ้น

การหา Keyword(คีย์เวิร์ด) ที่น่าสนใจ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำ SEO เพราะการจะทำให้เว็บเพจใดติดอันดับต้น ๆ ของการ Search คอนเทนต์ของเว็บเพจนั้นย่อมต้องสัมพันธ์กับ Keyword หรือคำค้นที่ผู้ค้นหากำลัง Search อยู่ ดังนั้น เพื่อให้การค้นหาคำคีย์เวิร์ดที่ดีมีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจแล้วจะมีเทคนิคหรือวิธีการเช่นไรบ้าง มาติดตามดูกัน

Keyword คืออะไร

Keyword คือคำหรือวลีที่คนใช้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการบนเสิร์จเอนจิน (Search Engine) ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ ปัญหา หรือความต้องการอื่นๆ

ความสำคัญของ Keyword

Keyword

Keyword เป็น หัวใจสำคัญในการทำการตลาดของเว็บไซต์ เป็นคำหรือวลีที่คนใช้ในการค้นหาข้อมูล (search engine) เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนกับเป็นการแสดงตัวตน ดังนั้น การจะทำให้ผู้ค้นหาเห็นเว็บไซต์ของเราจึงจำเป็นต้องมี Keyword ที่ผู้ค้นหาจะใช้ในการค้นหา และหากเราเลือก Keyword ได้แม่นยำ โอกาสที่ผู้คนจะค้นหาเว็บเราเจอก็มีเพิ่มตามไปด้วย

ประเภทของ Keywords มีอะไรบ้าง

Generic Keyword

Keyword ทั่วไป เป็นคำ หรือวลีกว้างๆ ไม่เฉพาะเจาะจง เป็นคำที่มีปริมาณค้นหาสูงมาก ข้อดีคือ ถ้าคุณทำให้เว็บไซต์ติดอันดับด้วย Keyword ประเภทนี้ได้ ก็จะทำให้เว็บไซต์ และธรุกิจของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่การจะทำให้ติดอันดับต้นๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคำที่มีปริมาณค้นหาสูง คู่แข่งของคุณก็มีมากเช่นกัน

Niche Keyword

ลองทำให้ Keyword ของคุณแคบลงมาอีกนิด การใช้ Keyword ชนิดนี้มีข้อดีคือ ทำให้กลุ่มเป้าหมายของคุณเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ตรงตามความต้องการของคนเสิร์ชมากขึ้น สร้างโอกาสในการขายได้มากขึ้น และทำให้คู่แข่งลดลงกว่าการใช้แบบ Generic Keyword

Longtail Keyword

เป็น Keyword ที่เฉพาะเจาะจง บอกความต้องการของคนที่เสิร์ชชัดเจน แม้ปริมาณการค้นหาอาจจะต่ำ และไม่กว้างเท่ากับ 2 ประเภทที่กล่าวไป แต่ก็เรียกได้ว่าเป็น Keyword ที่ทำเงินให้กับคุณเลย เพราะคนที่เสิร์ช Keyword กลุ่มนี้ คือคนที่มีความต้องการที่จะซื้อสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง

ยกตัวอย่าง ประเภทของ Keywords

  1. Generic Keyword
  • ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นร้านคาเฟ่  อาจจะใช้ Keyword คำว่า “คาเฟ่” “คาเฟ่เชียงใหม่”
  • ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นการขายต้นไม้ อาจจะใช้ Keyword “ขายต้นไม้”
  1. Niche Keyword
  • ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นร้านคาเฟ่  คุณอาจจะใช้คำว่า  “คาเฟ่เชียงใหม่ นิมมาน”
  • ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นการขายต้นไม้ อาจจะใช้ Keyword คำว่า “ขายต้นไม่เชียงใหม่”
  1. Longtail Keyword
  • ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นร้านคาเฟ่  Keyword ก็อาจจะเป็น “คาเฟ่เชียงใหม่ นิมมาน ซอย5 สไตล์มินิมอล”
  • ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นการขายต้นไม้ อาจจะใช้ Keyword คำว่า  “ขายต้นไม่เชียงใหม่ ต้นยางอินเดีย”

ขั้นตอนการหา Keyword

ขั้นตอนที่ 1 : กำหนดเป้าหมายของคุณ

แผนต้องเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายเสมอ แต่ก่อนหน้านั้นคุณควรทบทวนคำถามที่สำคัญเหล่านี้ก่อน เช่น

  • คุณคือใคร?
  • แบรนด์ของคุณเกี่ยวกับอะไร?
  • อะไรที่ทำให้คุณพิเศษ?
  • เว็บไซต์ของคุณเกี่ยวกับอะไร?

สิ่งสำคัญคือการกำหนดเป้าหมายของคุณ เพราะจะเป็นแนวทางสำหรับกลยุทธ์และแผน SEO ของคุณ รวมไปถึง Keyword ค้นหาที่คุณจะใช้ ซึ่งควรสอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ

ขั้นตอนที่ 2 : ทำรายการหมวดหมู่คำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ

การทำรายการคำให้แบ่งตามหมวดหมู่หลักของแบรนด์และเป้าหมายที่คุณตั้งเป้าไว้ โดยแบ่งเป็นกลุ่มหัวข้อย่อยๆ และทำรายการลงมาที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ และสิ่งที่คุณต้องการให้ติดอันดับบน Google หัวข้อเหล่านี้จะต้องมีความสำคัญต่อธุรกิจของคุณ และเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ซื้อของคุณ ลองนึกถึงกลุ่มหัวเรื่องที่กลุ่มเป้าหมายของคุณจะทำการค้นหาบน Google ซึ่งหัวข้อเหล่านี้เราสามารถจัดเก็บเอาไว้และนำมาแยกย่อยเป็นคำหลักได้ในภายหลัง

ขั้นตอนที่ 3: สร้างรายการ Keyword หลักของคุณ

เมื่อคุณแบ่งหมวดหมู่หลักของคุณออกเป็นหัวข้อย่อยต่างๆ แล้วคุณสามารถเริ่มสร้างรายการคำหลักตั้งต้นได้ คำหลักเหล่านี้จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับหัวข้อต่างๆ ของคุณและที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องเป็นคำที่กลุ่มเป้าหมายของคุณอาจค้นหาใน Google

ขั้นตอนที่ 4: การกำหนด Long-Tail Keywords

Long Tail Keywords คือ คีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง ด้วยการเติมคำต่อท้ายคีย์เวิร์ดหลักที่มีความหมายกว้าง เข้าไปอีกให้เป็นหางยาวๆ ที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงเพิ่มมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 5 : ศึกษาคู่แข่งของคุณ

การทำ Keyword Research บน Google เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณอาจไม่เพียงพอ นอกจากนี้คุณยังจะต้องสำรวจถึงสิ่งที่คู่แข่งของคุณกำลังทำ ยิ่งคุณเข้าใจคอนเทนต์ในอุตสาหกรรมของคุณได้ดีเท่าไร ก็ยิ่งดีสำหรับ SEO ของคุณเท่านั้น

กล่าวโดยสรุป คือ Keyword คือ คำคำหรือวลีที่คนใช้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการบน Search Engine ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ ปัญหา หรือความต้องการอื่นๆ โดย Keyword สามารถจำแนกได้ 3 ประเภทด้วยกันคือ Generic Keyword, Generic Keyword และ Longtail Keyword ส่วนขั้นตอนการ หา keyword จะประกอบด้วย 5 ขั้นตอนคือ1. การกำหนดเป้าหมาย 2. ทำรายการหมวดหมู่คำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ 3. สร้างรายการ Keyword หลักของคุณ 4. การกำหนด Long-Tail Keywords 5. ศึกษาเกี่ยวกับคู่แข่งของคุณ ท้ายสุดที่เราอยากจะบอกคือสำหรับผู้อ่านอยากเริ่มสร้างเว็บไซต์เว็บไซต์ เพื่อทำ SEO เรามีบริการ จัดทำเว็บไซต์ เว็บแอปพลิเคชั่น และ พัฒนา SEO เพื่อเป็นการสร้างจุดเด่นให้กับธุรกิจของคุณ

เสิร์ชเอนจิน (Search Engine) คืออะไร? มีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง

ในอดีต เวลาจะค้นหาข้อมูลอะไรสักอย่างก็ต้องเดินทางไปห้องสมุด และบางครั้งกว่าจะเจอข้อมูลที่ตรงกับที่ต้องการก็ใช้เวลานาน เพราะต้องใช้เวลาหาหนังสือและข้อมูลในหนังสือ แต่ปัจจุบันการค้นหาข้อมูลนั้นง่ายเพียงพิมพ์สิ่งที่ต้องการลงบน Google แล้วเพียงไม่กี่วินาที สิ่งที่ต้องการก็จะถูกรวบรวมมาให้คุณ ซึ่งหลายคนที่รู้จัก Google ก็อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Search Engine คือ อะไร? มีหลักการทำงานอย่างไร นอกจาก Google จะมีแหล่งค้นหาข้อมูลจากที่ไหนอีกบ้าง มาหาคำตอบกัน เสิร์ชเอนจิน (Search Engine) คือ Search Engine (เสิร์ชเอ็นจิน) คือ โปรแกรมสำหรับค้นหาข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ต โดยจะแสดงผลลัพธ์เป็นเว็บไซต์ รูปภาพ วิดีโอ แผนที่ Search Engine ถูกออกแบบมาสำหรับใช้ค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือค้นหาโดยเฉพาะจะเรียกว่า Web Search Engine ซึ่งผู้ใช้งานจะกรอก ‘คำสำคัญ’ หรือ Keyword (คีย์เวิร์ด) เพื่อหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หลักการทำงานของ เสิร์ชเอนจิน (Search Engine) 1. Crawling: การเก็บ รวบรวมข้อมูล อินเทอร์เน็ตเป็นโครงข่ายข้อมูลขนาดมหึมาที่เชื่อมโยงติดต่อกันอย่างทั่วถึง … Read more

E-A-T หลักเกณฑ์ของ Google search ที่คนทำ SEO ต้องรู้

SEO จะเป็นเรื่องของการทำเนื้อหา หรือคอนเทนต์ เพื่อให้เว็บไซต์มีคุณภาพและติดอันดับการค้นหาบน Google search ซึ่งการเขียนคอนเทนต์ยังไม่มีหลักหรือกฎตายตัวในการเขียนว่าจะต้องมีความยาวเท่าใด ต้องมีรูปภาพเยอะ ๆ หรือต้องทำไปในทิศทางไหน แต่อาจจะมีทริกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะสามารถช่วยให้เว็บไซต์มีคุณภาพและติดอันดับการค้นหาได้ ซึ่งก็คือ หลัก E-A-T นั่นเอง ในบทความนี้จะมาอธิบายความหมายแลพความสำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ E-A-T ของการทำ SEO ที่ดี E-A-T คืออะไร E-A-T คือ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณภาพของเว็บไซต์ที่อัลกอริทึมของ Google search นำมาใช้ในการพิจารณาคุณภาพของเว็บไซต์ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้มีผลทำให้ลำดับค้นหาใน Google นั่นหมายความว่าหากเว็บไซต์ของเราใช้หลัก E-A-T ในการทำเนื้อหาหรือสร้างคอนเทนต์จะส่งผลให้เว็บไซต์มีการติดอันดับที่สูงขึ้นได้ E = Expertise เป็นหลักเกณฑ์ที่ว่าด้วยเรื่อง ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ หรือความรู้และทักษะเฉพาะในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนต้องมีความชำนาญหรือเชี่ยวชาญในบทความที่ตนเองเขียนหรือสิ่งที่ต้องการนำเสนอ เกณฑ์นี้จะช่วยทำให้ Google มองเห็นว่า เว็บไซต์ไหนมีความเชี่ยวชาญจริง และควรถูกจัดอันดับใน Ranking ที่สูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ https://browsewaresolution.com … Read more

กลยุทธ์การทำ On-Page SEO เพื่ออันดับของเว็บไซต์

On-Page SEO เป็นหนึ่งในปัจจัยในการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าผลการค้นหาของ Google Search Engine และการปรับปรุง On Page เป็นเรื่องที่ต้องลงรายละเอียดกันเยอะพอสมควร ดังนั้น วันนี้จึงอยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักเกี่ยวกับ On Page SEO คืออะไร มีอะไรบ้างที่ต้องทำ แบบจับมือปรับแต่ง Contents ในรูปแบบ Step By Step ฉบับเข้าใจง่ายๆ สามารถทำได้ด้วยตนเอง On page SEO คืออะไร On Page คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักเกณฑ์E-A-T เพื่อปรับปรุงอันดับให้อยู่ในอันดับที่ดีที่สุด ของ Google และมีปริมาณการผู้เข้าใช้เว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น On Page SEO เป็นปัจจัยที่คุณสามารถควบคุมได้เอง ดังนั้นจึงต้องปรับแต่งให้ดี โดยปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ หัวข้อ, Meta Description, Internal Link, External Link เป็นต้น และ … Read more

Backlink คืออะไร เรียนรู้วิธีการสร้าง Backlink ให้เว็บไซต์

ปัจจัยอย่างหนึ่งในการทำ SEO เลยก็คือการทำ Backlink เพราะการมีBacklink เชื่อมโยงมาที่เว็บไซต์ของเรา มันจะส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ดังนั้น เพื่อให้เราสามารถ สร้างเว็บไซต์ติดหน้าแรกได้ ก่อนอื่นควรเข้าใจพื้นฐานและความสำคัญของBacklink ก่อน  Backlink คืออะไร Backlink คือ การที่มีเว็บไซต์อื่นทำลิงก์เข้ามาหาเว็บไซต์ของเรา หรือเว็บไซต์ของเราทำลิงก์ออกไปหาเว็บอื่นด้วย ซึ่งสิ่งที่ Google สนใจในการจัดอันดับ SEO ก็คือการที่เว็บไซต์มีการลิงก์ เข้ามาหาที่เว็บไซต์นั้นๆ นั่นแปลว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพ ทั้งในแง่ของ เนื้อหา คอนเทนต์ ความน่าเชื่อถือ อ้างอิง Source หรืออื่นๆ เมื่อมีความน่าเชื่อถือ การจัดอันดับของ Google มากขึ้นไปด้วย การติดอันดับก็จะง่ายขึ้นและอยู่ได้นานในหน้าแรกๆได้  ลักษณะของ Backlink ที่ดี ลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์สามารถดูได้จากชื่อเสียงของเว็บไซต์ ข้อมูลที่เขียนมาอย่างดี และออกแบบหน้าเว็บไว้อย่างสวยงาม รวมทั้งปริมาณผู้เข้ามาใช้งาน (Traffic) แสดงว่าเป็น Backlinkที่เชื่อถือได้ เพราะว่าถ้าเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ และน่าเชื้อถือมีลิงก์ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา Google ก็มองว่าเว็บไซต์เราน่าเชื่อถือมากขึ้นไปด้วย ลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน ลิงก์ที่ดีควรมาจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาโดยรวมสัมพันธ์กับเว็บไซต์เรา … Read more